วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

งานเทศกาลสินค้า OTOP จังหวัดสุรินทร์



    เซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ จัดงาน SURIN FESTIVAL : PHUKET ตั้งแต่วันที่ 8-10 มิถุนายน 2555 ณ ลานไอทีโซน ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต มีนายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ (รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต), นายนิรันด์ กัลยาณมิตร (ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์) และนางสาววิไลพร ปิติมานะอารี (ผู้อำนวยการศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต) ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการจังหวัด สังกัดกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน และภาคเอกชนเกี่ยวข้องในจังหวัดภูเก็ต ร่วมต้อนรับ คณะจากจังหวัดสุรินทร์ ที่มาจัดงานในครั้งนี้

    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น(OTOP) จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเชื่อมโยงและเพิ่มช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น (OTOP) และเพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น(OTOP) ได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน

    สินค้า OTOP/SMEs ที่จำหน่ายในงานประกอบด้วย สินค้าประเภทอาหาร ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้ามหอมมะลิอินทรีย์ หัวผักกาดหวาน น้ำพริก หมูหยอง เป็นต้น ,สินค้าประเภทผ้า ได้แก่ ผ้าไหมสุรินทร์ ,ประเภทเครื่องแต่งกาย ได้แก่ เครื่องประดับทำจาก เงิน หินสี และงาช้าง ,ของใช้ของใช้ของที่ระลึก ได้แก่เครื่องหอมหน้ากากแฟนซี ใบบัววิจิตร ผ้าห่ม ไหมพรม และตะกร้าสาน และสินค้าประเภทสมุนไพร ที่ไม่ใช่อาหาร เช่น เครื่องสำอางสมุนไพร เป็นต้น

งานช้างจังหวัดสุรินทร์

งานช้างจังหวัดสุรินทร์

ประวัติ / ความเป็นมา
          ในสมัยโบราณในแถบพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ มีช้างอาศัยอยู่มากมาย ขณะเดียวกันจังหวัดสุรินทร์ก็มีชาวพื้นเมืองที่มีความชำนาญในการจับช้างป่ามาฝึกหัดทำงาน เรียกว่า พวก "ส่วย" 
ชาวส่วยเป็นชาวพื้นเมืองที่กล่าวกันว่า เป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่ได้อพยพมาจากเมืองอัตขันแสนแป ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองจำปาศักดิ์ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวปัจจุบัน ชาวพื้นเมืองเหล่านี้เป็นเผ่าที่ชอบเลี้ยงช้าง เป็นผู้ริเริ่มในการจับช้างป่ามาฝึกเพื่อใช้งานและเป็นพาหนะเดินทางขนส่งในท้องถิ่น การไปจับช้างในป่าลึกโดยใช้ช้างต่อ เรียกว่า "โพนช้าง"
ที่หมู่บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ชาวส่วยกลุ่มนี้ได้เข้าไปอยู่บนเนิน เขตรอยต่อระหว่าง ดงสายทอและดงรูดินใกล้ๆ กับบริเวณที่ลำน้ำชี้ (ชีน้อย) อันเป็นลำน้ำที่แบ่งเขตระหว่างจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดบุรีรัมย์ และลำน้ำมูลไหลมาบรรจบกัน โดยสภาพพื้นที่ดังกล่าวในอดีตได้ตัดขาดจากโลกภายนอกเกือบสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้การผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมอื่นจึงมีน้อย ชาวส่วยเกือบทั้งหมดในเขตพื้นที่นี้ ยังมีการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของตนเองอยู่ โดยเฉพาะการเลี้ยงช้าง เป็นอาชีพหลักที่สำคัญที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษในสมัยโบราณ ซึ่งไม่อาจสืบค้นได้ว่ามีมาตั้งแต่สมัยใด โดยชาวส่วยเหล่านี้จะพากันออกไปจับช้างในเขตประเทศกัมพูชามาฝึกให้สามารถใช้งานได้แล้วขายให้กับพ่อค้าจากภาคเหนือของประเทศไทย เพื่อนำไปลากไม้ในป่า
จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2502 ได้เกิดพิพาทระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา การเดินทางไปจับช้างจึงยุติลง และในที่สุดก็ได้ยุติลงอย่างสิ้นเชิงในราวปี พ.ศ.2506 ในขณะเดียวกันชาวบ้านบางส่วนได้หันมาฝึกช้างจากการเป็นสัตว์ใช้งานมาเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านเช่นเดียวกับ แมวและสุนัข และฝึกสอนให้แสดงกิริยาต่างๆ เลียนแบบคน เพื่อจะได้นำไปแสดงในที่ต่างๆ แทนการขายไปทั้งตัว จนกระทั่งทางจังหวัดสุรินทร์ และองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ชื่อในขณะนั้น) ได้มองเห็นความสำคัญที่จะส่งเสริมการแสดงของช้างเป็นงานประจำปี ของจังหวัดสุรินทร์และประเทศไทยขึ้น โดยจัดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ พ.ศ.2504  เป็นต้นมา
แต่ก่อนที่จะมีงานช้างซึ่งถือเป็นงานประจำปีของจังหวัดสุรินทร์ซึ่งได้จัดติดต่อกันมาเกือบ 40 กว่าปีล่วงมาแล้ว นายท้าว ศาลางาม หมอช้างระดับครู ขาใหญ่แห่งหมู่บ้านกระเบื้องใหญ่ อำเภอชุมพลบุรี ได้เล่าถึงความเป็นมาของงานช้างว่า.. 


          ในปี พ.ศ.2498 นั้นมีข่าวลือว่า จะมีเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์มาลงที่หมู่บ้านตากลางหรือหมู่บ้านช้างในปัจจุบัน ด้วยเหตุที่ชาวบ้านนานๆ จะได้เห็นยวดยานพาหนะประเภทรถยนต์ และเครื่องบินผ่านไปในเขตพื้นที่อันเป็นที่อยู่อาศัยของตน จึงแตกตื่นไปทั่วตำบล มีการชักชวนกันไปดูเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และเนื่องจากชาวบ้านในตำบลกระโพ เกือบทุกหมู่บ้านมีอาชีพสำคัญคือการเลี้ยงและออกจับช้างป่ามาฝึกขาย จึงมีช้างเกือบทุกครัวเรือน โดยเป็นทั้งพาหนะและสินทรัพย์ที่สำคัญของชาวบ้านแถบนั้นการเดินทางไปดูเฮลิคอปเตอร์ในครั้งนั้นจึงใช้ช้างเป็นพาหนะ
เมื่อไปถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์แล้วปรากฏว่ามีช้างจำนวนมากมายรวมกันแล้วนับได้ประมาณ 300เชือก สร้างความตื่นเต้นประทับใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างมาก
จนกระทั่งในปี พ.ศ.2503 นายวินัย สุวรรณกาศ นายอำเภอท่าตูม สมัยนั้น ได้ให้นำช้างเหล่านี้มารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อร่วมแสดงในงานฉลองที่ว่าการอำเภอหลังใหม่ ณ บริเวณสนามบินเก่าท่าตูม คือ บริเวณโรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ในปัจจุบัน การแสดงครั้งนั้นได้จัดขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2503มีการเดินขบวนพาเหรดของช้าง การแสดงการคล้องช้าง และการแข่งขันช้างวิ่งเร็ว มีช้างเข้าร่วมในการแสดงประมาณ 60เชือก จากการแสดงคราวนั้น ทำให้มีการประชาสัมพันธ์แพร่ภาพทั้งทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ เผยแพร่ไปทั่ว ทำให้เกิดความสนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทางองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ชื่อเดิมของ ททท.)จึงเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยว่าการแสดงของช้างที่จังหวัดสุรินทร์ในครั้งนั้น นับว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากของจังหวัด และประชาชนทั่วไปก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่มีโอกาสหาชมได้น้อย จึงเห็นสมควรที่จะเผยแพร่งานแสดงของช้างไปสู่วงกว้าง โดยเสนอให้งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานประเพณีของจังหวัด และให้มีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีการกำหนดวันให้แน่นอนตามปฏิทินทางสุริยคติ และจัดรูปแบบงานให้มีความรัดกุมมากขึ้น เพื่อจะได้มีเวลาในการโฆษณาเชิญชวนไปยังต่างประเทศ อันเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศให้แพร่หลายไปด้วย
ดังนั้น ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2504 จังหวัดสุรินทร์จึงได้ร่วมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงานแสดงของช้างขึ้น เป็นงานประจำปีของจังหวัดสุรินทร์อีกครั้งหนึ่ง โดยยังคงจัดที่อำเภอท่าตูม ซึ่งอยู่ห่างจากจังหวัดสุรินทร์ไปทางทิศเหนือ ประมาณ 52 กิโลเมตร
จากผลการจัดงานแสดงของช้างดังกล่าว ได้รับความสนใจจากชาวต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ทางองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จึงได้รายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้งานเสดงของช้างเป็นงานประจำปีของชาติ และคณะรัฐมนตรี ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2505 เป็นต้นมา งานแสดงของช้างจังหวัดสุรินทร์จึงกลายเป็นงานประจำปีของชาติ และเป็นงานประเพณีที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาจังหวัดสุรินทร์จนกระทั่งปัจจุบัน


กำหนดงาน
กำหนดให้มีขึ้นในวันเสาร์ – อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี  สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่  www.tat.or.th/festival



กิจกรรม / พิธี

          การแสดงของช้างมีด้วยกันทั้งหมด 8 ฉาก อาทิเช่น ชุดโขลงช้าง พิธีเซ่นผีปะกำ การโพนช้าง และการฝึกช้างป่า ช้างทำงาน และการละเล่นของช้าง ประเพณีวัฒนธรรมของส่วยหรือชนชาวกุย ขบวนช้างแห่นาค ช้างแข่งขันกีฬา ช้างเตะตะกร้อ ช้างชกมวย การประกวดช้างสวยงาม และการแสดงของช้างอื่นๆ อีกมากมาย  นอกจากการแสดงของช้างแล้วยังมีการจัดนิทรรศการ การประกวดผลผลิตทางการเกษตร การประกวดของดีเมืองสุรินทร์ การออกสลากกาชาด การออกร้านงานช้างแฟร์ ทำให้ผู้ร่วมงานครั้งนี้สนุกสนานกันถ้วนหน้า

          การแสดงของช้างเริ่มด้วยฉากแรกชื่อว่า "จ่าโขลง" แสดงให้เห็นถึงชีวิตของช้างป่าตามธรรมชาติซึ่งอยู่รวมกัน การแสดงครั้งนี้ก็จะปล่อยช้างออกมาบริเวณสนามแสดงช้างหลายสิบเชือก โดยไม่มีควาญช้างบังคับ เพื่อให้สมจริงสมจังกับการเป็นช้างป่า เมื่อมีช้างป่าชาวบ้านก็มีความต้องการที่จะจับช้างมาเลี้ยงไว้ใช้งาน แต่การจับช้างของชาวบ้านไม่ใช่อยู่ๆ ก็จับมาเลย ต้องมีการทำพิธีกันเสียก่อน ฉากต่อมาจึงมีชื่อชุดว่า "กวย" ฉากนี้แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านต้องทำพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้ผีปะกำ ก่อนออกไปคล้องช้างตามความเชื่อที่ว่า ช้างแต่ละเชือกมีผีปะกำดูแลอยู่ ดังนั้นหน้าบ้านของคนเลี้ยงช้างทุกบ้านจะมีศาลปะกำเพื่อไว้เป็นที่เก็บเชือกกำปะกำและเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเซ่นไหว้  โดยแสดงให้เห็นถึงการประกอบพิธีอย่างโบราณ ด้วยการให้หมอเฒ่า หรือปะกำหลวงมาแสดงให้ผู้ชมมีความรู้สึกร่วมไปด้วย แต่น่าเสียดายที่ผู้ชมกับผู้แสดงอยู่ห่างกันมาก ทำให้ไม่เห็นรายละเอียดบางอย่างอย่างใกล้ชิด เช่น การสวด สีหน้า ท่าทางของผู้ประกอบพิธีเมื่อเสร็จพิธีดังกล่าวชาวบ้านก็จะออกไปคล้องช้างกันการเข้าไปคล้องช้างในป่าจะกินเวลานานถึง 2-3 เดือน ฉะนั้นผู้ที่คล้องช้างจึงต้องเป็นผู้ชาย และผู้ที่คล้องช้างได้ก็จะเป็นที่ยอมรับนับถือในความเป็นชายเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล เป็นที่หมายปองแก่บรรดาสาวๆ และที่สำคัญช้างเชือกหนึ่งมีราคาไม่ใช่น้อย ดังนั้น การคล้องช้างได้ถือเป็นการยกฐานะของคนที่คล้องช้างได้ไปในตัวด้วยฉากต่อมาชื่อชุดว่า "จากป่าสู่บ้าน" เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิธีการคล้องช้าง ผู้ชำนาญจะคล้องช้างที่เป็นแม่ลูกอ่อน เพราะถ้าหากคล้องลูกช้างได้ก็เหมือนกับได้ตัวแม่ด้วย ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าแม่ช้างจะห่วงลูกน้อยทำให้ไม่ยอมไปไหน การแสดงฉากนี้คนก็ลุ้นอยากให้คนคล้องช้างได้ หลายคนก็ลุ้นให้ช้างหลุดรอดไปได้ ซึ่งคนดูทุกคนจะตื่นเต้นสนุกสนาน การแสดงฉากนี้ดูเหมือนว่าจะคล้องช้างไม่ได้เสียมากกว่า เพราะช้างที่แสดงเป็นช้างบ้านที่ฉลาด ได้รับการฝึกฝนมาแล้วจึงรู้วิธีหลบหลีกเป็นอย่างดี คนที่ลุ้นให้ช้างรอดก็โล่งใจกันเป็นแถว"สร้างบ้าน แปงเมือง" เป็นการแสดงในฉากต่อมา โดยนำช้างออกมาแสดงความสามารถทั้งการใช้งาน เช่น การลากซุง และการแสดงตามคำสั่งต่างๆ ซึ่งก็น่ารัก น่าเอ็นดู เพราะช้างตัวใหญ่อุ้ยอ้ายการที่จะต้องมาแสดงท่าทางเลียนแบบคน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่ว่าจะเป็นลูกช้างไต่ราว การให้ช้างนั่งบนถังในท่านั่งเหมือนคนหรือเดินสองขาเหมือนคน ในขณะที่การแสดงของช้างดำเนินอยู่ ก็จะมีเด็กๆ ทั้งผู้หญิงผู้ชายแต่งกายชุดพื้นบ้านมาแสดงการละเล่นของเด็กในสมัยก่อนที่มักจะหาของเล่นจากวัสดุในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเดินกะลา ล้อไม้ ม้าก้านกล้วย เดินโทงเทง ซึ่งหาดูได้ยากในปัจจุบัน แต่ที่น่าชมและชอบใจของคนดูทั้งสนามก็คงจะเป็นช้างชกมวย ไม่ใช่ช้างชกกับช้าง แต่เป็นช้างกับคน โดยเขาจะใส่นวมที่งวงช้างเพื่อให้ชกแทนการใช้มืออย่างคน การชกเป็นไปอย่างดุเดือดเพราะแต่ละหมัด(งวง) ของช้างหนักหน่วง จนทำให้คนต้องลงไปนอนให้กรรมการนับหลายครั้ง และก็ปรากฏว่าช้างชนะน็อคไปตามระเบียบ ดัวยหมัดฮุคอย่างรุนแรง เป็นที่สนุกสนานเฮฮาของคนดู  หลังจากการแสดงอันแสนรู้ของช้างผ่านไปแล้ว ก็เป็นการแสดงคนในชื่อชุดว่า "ประเพณี" เป็นการแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมประเพณีของชาวสุรินทร์ คือ การแสดงเรืออันเร และการแห่บั้งไฟ  การแสดงเรืออันเร ประกอบด้วยดนตรีพื้นบ้านคือ กันตรึม การรำคล้ายกับการรำลาวกระทบไม้ การแห่บั้งไฟ เป็นประเพณีของชาวอีสานที่แห่บูชาพญาแถนเพื่อขอฝน ขบวนแห่ในวันนั้นมีการจัดไว้อย่างสวยงาม มีผู้ร่วมขบวนนับร้อย ทุกคนล้วนแต่งกายสีสันสดใสด้วยผ้าพื้นเมือง ฝีมือการทอของชาวบ้านเอง
 
   การบวชนาค เป็นอีกฉากหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของช้าง เพราะคหบดีในสมัยก่อนนิยมใช้ช้างร่วมแห่นำในขบวนแห่นาค และการแห่นาคที่จังหวัดสุรินทร์จะต่างจากที่อื่นตรงที่นิยมให้มีการรำมวยไทยนำหน้าขบวนแห่นาค และมีวงมโหรีอยู่บนหลังช้าง ปิดขบวนด้วยระนาด ฆ้อง ปี่ และตะโพน เมื่อบวชนาคแล้วต้องมีการฉลองพระใหม่ ก็ได้มีการแสดงชื่อชุดว่า "ฉลองพระ" ซึ่งสมัยก่อนการฉลองพระเป็นการแข่งขันและเล่นเกมของคน แต่ต่อมาใช้ช้างเล่นแทน ซึ่งก็ให้ความสนุกสนานไม่แพ้คนเล่นเองการแข่งขันของช้างมีหลายเกม คือ ช้างวิ่งแข่ง ช้างเตะฟุตบอล ช้างเก็บของ สิ่งเหล่านี้จะแสดงให้เห็นว่า ช้างเชือกไหนฉลาดและเชื่อฟังคำสั่งของควาญช้าง โดยเฉพาะเขาวางน้ำอัดลม แตงโม กระติ๊บข้าว กล้วย ช้างบางเชือกก็เก็บของเหล่านี้ให้ควาญช้างทั้งหมด แต่ก็มีบางเชือกเก็บเข้าปากตัวเอง เพราะของที่เก็บไม่ว่าจะเป็นกล้วยหรือแตงโม ล้วนแต่เป็นของโปรดของช้างทั้งนั้น ซึ่งก็สร้างความครื้นเครงให้กับคนดูพอสมควรในความเจ้าเล่ห์ของช้างบางเชือกที่สนุกสนานที่สุดเห็นจะเป็นตอนช้างเตะฟุตบอล ซึ่งแบ่งช้างออกเป็น 2ทีม มีฟุตบอลขนาดใหญ่ เหมาะสมกับตัวของช้างมาเตะกันจริงๆ เกมการแข่งขันจะดูวุ่นวาย เพราะช้างบางตัวขี้โกงใช้งวงอุ้มลูกฟุตบอล แทนที่จะเตะฟุตบอล สร้างความขบขันให้กับคนดูเป็นอย่างมากและการแสดงที่ยิ่งใหญ่ตระการตาก็มาถึง ในฉากที่ชื่อว่า "บารมีปกเกล้า" ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงขบวนพยุหยาตราทัพ อันเป็นแสนยานุภาพพระมหากษัตริย์ที่ทรงปกป้องบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขในอดีต ซึ่งมีช้างเป็นกำลังสำคัญในการแสดงแสนยานุภาพนั้น ฉากนี้นับเป็นฉากที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ประกอบด้วยผู้แสดงนับพัน การแต่งกายก็สมจริง ทำให้เป็นที่ตื่นตาตื่นใจกับนักท่องเที่ยวที่เข้าชมเป็นอย่างยิ่ง


ขอบคุณข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สุรินทร์แห่เทียนพรรษา

ภาพ/ข่าวจาก ศูนย์ข่าว surinnews.com

สุรินทร์ ช่างเทียนเร่งตกแต่งขบวนเทียนให้ทันงานร่วมงานมหกรรมแห่เทียนพรรษา 85 ไอยรา และตักบาตรบนหลังช้างหนึ่งเดียวในโลก พร้อมใช้เทียนและขี้ผึ้งเก่ามาหล่อใหม่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อวันที่ 27 ก.ค.55 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการแตกแต่งขบวนเทียนของคุ้มวัดต่างๆในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ เพื่อให้ทันเข้าร่วมงานมหกรรมแห่เทียนพรรษา 85 ไอยรา และตักบาตรบนหลังช้างหนึ่งเดียวในโลกประจำปี 2555 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 29-30 ก.ค. 2555 นี้ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๕ พรรษา และสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี อันดีงามของชาวไทย
รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์ โดยในปีนี้จังหวัดสุรินทร์จะจัดอย่างยิ่งใหญ่เหมือนเช่นทุกปี และที่สำคัญในปีนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานและร่วมเป็นประธานในพิธีตักบาตรบนหลังช้างอีกด้วย ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีมาประชุมสัญจรที่จังหวัดสุรินทร์ระหว่างวันที่ 29 - 30 ก.ค. 2555 นี้

โดยพบว่าช่างเทียนตามคุ้มวัดและโรงเรียนต่างๆ ต่างได้เร่งประดับตกแต่งลวดลายรถขบวนเทียนพรรษากันอย่างคึกคัก เพื่อให้ทันวันงาน ซึ่งเหลือเวลาอีก 2 วันเท่านั้น โดยเฉพาะรถขบวนเทียนพรรษาของวัดจุมพลสุทธาวาส ที่ช่างเทียนต่างเร่งไม้เร่งมือประดับตกแต่งลวดลายภายในโรงตกแต่ง หลังโรงเรียนหนองโตง อ.เมือง จ.สุรินทร์ กันอย่างปราณีตสวยงามโดยปีนี้ช่างเทียนได้นำเทียนและขี้ผึ้งทั้งเก่าและใหม่มาหล่อรวมกันเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย


นายรอบ มูลศาสตร์ อายุ 73 ปี ช่างเทียนวัดจุมพลสุทธาวาส กล่าวว่า ภาพขบวนต้นเทียนปั้นเป็นประวัติของพระพุทธเจ้าสมัยจำพรรษาในป่า จากนั้นก็มีลิงและช้างมาถวายน้ำผึ้งและอ้อย ส่วนต้นเทียนเป็นลายกนกก้านขบ ประกอบด้วยพญานาคและมังกรขนาบข้าง เนื่องจากปีนี้เป็นปีงูใหญ่ หรือปีมะโรง

ซึ่งจะมีเขียนตัวหนังสือประกอบประวัติพระพุทธเจ้าและองค์ประกอบต่างๆภายในขบวนรถอีกด้วย ทั้งนี้เราจะให้ความสำคัญกับเทียนและขี้ผึ้งเก่านำมาหล่อรวมกันเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไปอีกทาง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จทันวันงานอย่างแน่นอน
นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า การจัดงานมหกรรมแห่เทียนพรรษาและตักบาตรบนหลังช้าง เป็นงานประจำปีที่มีความสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ จัดขึ้นเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ให้คงอยู่สืบไป และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับปีนี้ เป็นปีมหามงคลที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา 28 กรกฎาคม 2555 จังหวัดสุรินทร์ จึงกำหนดจัดงานมหกรรมแห่เทียนพรรษา 85 ไอยรา และงานตักบาตรบนหลังช้าง ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 29 – 30 กรกฎาคม 2555 บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด


กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดขบวนแห่เทียนพรรษาด้วยขบวนช้างที่ประดับด้วยแสงไฟสวยงาม จำนวน 85 เชือก พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ


นอกจากนี้ยังมีการจัดการประกวดเทียนพรรษา การประกวดโต๊ะหมู่บูชา การประกวดสวดมนต์สรภัญญะ และบรรยายธรรม โดยเฉพาะในวันที่ 30 กรกฎาคม เวลา 07.00 น. มีพิธีตักบาตรบนหลังช้างหนึ่งเดียวในโลก บริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานตักบาตรบนหลังช้าง

ลานกิจกรรมที่อยากได้

1.หลังคากันแดดกันฝน บริเวณหน้าสโมสรการจัดการ
2.อยากให้ซ่อมแซมประตูทางขึ้นชั้น2 คณะวิทยาการจัดการ
3.ซ่อมแซมห้องน้ำนักศึกษา(ชาย) ชั้น1 คณะวิทยาการจัดการ
4.อยากได้ป้ายประกาศ บอร์ดติดประกาศ หน้าสโมสร

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555


    Men Talk ตอนนี้ ท็อป ณัฐเศรษฐ์ พาเราไปคุยกับคุณหมอหนุ่มรูปหล่อ แถมยังเป็นนักร้องเสียงดีในค่ายดังอีกต่างหาก ไปพบกับ “หมอโอ๊ค” หรือ นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล กันเลยค่ะ


ไปดูกันว่าจากเด็กเนิร์ด กลายมาเป็นหมอหนุ่มสุดหล่อได้อย่างไร มาฟังคุณหมอเล่าถึงเรื่องการเข้าวงการที่ไม่เหมือนใคร เรื่องซ่าส์ๆ ที่เคยสุดๆตอนเรียนหนังสือ และ topic อะไรที่ทำให้คนใจเย็นอย่างคุณหมอถึงขั้นเดินไปท้าชกได้ ยังมีคำแนะนำสำหรับการดูแลสุขภาพที่ทำได้ง่ายๆ สำหรับทุกๆคนค่ะ


ชมหมอโอ๊คพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับพิธีกรของเรา ท็อป ณัฐเศรษฐ์ ได้ตามลิงค์นี้ค่ะ

วันแม่แห่งชาติ

ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของวันแม่แห่งชาติ

12 สิงหาของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติไทย



ความหมายของคำว่า "แม่"
    คำว่า แม่พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคำว่า "แม่" ไว้ดังนี้
แม่ หมายถึง หญิงในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก, คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดตน
ในทางพระพุทธศาสนา ได้ให้ความหมายของคำว่า "แม่" ซึ่งหมายถึง หญิงที่มีครอบครัวไว้หลายนัย เช่น
     1. แม่ บางทีเรียกว่า มารดา มารดร หมายถึง เป็นใหญ่ เช่น แม่ทัพ แม่น้ำ แม่กอง เป็นต้น อันแสดงถึงความยิ่งใหญ่ภายในกิจการนั้นๆ ในที่นี้มาใช้กับผู้ให้กำเนิดแก่ลูกและหาตัวแทนไม่ได้
         - หญิงในฐานะผู้ให้กำเนิดแก่ลูก และหาตัวแทนไม่ได้
         - คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดตน
         - คนที่เป็นหัวหน้า หรือเป็นนาย โดยไม่จำกัดว่าเป็นชายหรือหญิง เช่น แม่ทัพ แม่กอง ฯลฯ
รวมความแล้ว "แม่" คือ ผู้รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน โดยการรับผิดชอบนั้นมีขอบเขตภายในบ้านเรือน
      2. ชนนี หมายถึง ผู้ให้กำเนิดลูก, เป็นที่บังเกิดเกล้าของลูก
      3. ภรรยา หรือภริยา หมายถึง
         - เมีย หรือ หญิงผู้เป็นคู่ครองของชาย
         - ผู้เลี้ยง หรือผู้ดูแลสมาชิกของครอบครัว
     นักภาษาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า "แม่" ของทุก ๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก โดยคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะริมฝีปากคู่ ได้แก่ ม , , ,บ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถทำเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง ดังเช่น
ภาษาไทย แม่
ภาษาจีน ม๊ะ หรือ ม่า
ภาษาฝรั่งเศส la mere (ลา แมร์)
ภาษาอังกฤษ mom , mam
ภาษาโซ่ เม๋เปะ
ภาษาไทใต้คง เม เป็นต้น
พระคุณแม่ยิ่งใหญ่หาใดเทียบมิอาจเปรียบแม้ภูผาชลาสินธุ์
น้ำนมที่กลั่นให้ลูกได้ดื่มกินลูกถวิลถึงคุณค่าว่าอนันต์








ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติ
ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี พ.ศ.2457 โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้าน หรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว
ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย
วันแม่แห่งชาติ งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีงานวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน
ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือ ดอกมะลิ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ทำไมจึงใช้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่
การที่ใช้ดอกมะลิ เป็นสัญลักษณ์วันแม่ ก็เพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมที่หอมไปไกลและหอมได้นาน ผลิดอกได้ทั้งปี อีกทั้งยังนำไปปรุงเป็นเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้ด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งที่แม่มีต่อลูก เป็นความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาที่ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีพิษมีภัย มีแต่ความชุ่มชื่นใจดั่งความหอมของดอกมะลิ

                                             

ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่


ดอกเอ๋ยดอกมะลิ
ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น
สดสะอาดปราศสีราคีระคน
เหมือนกมลใสสดหมดระคาย
กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง
เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย
อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย
ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย

                                                   *คำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ แม่จ๋า ของท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา


วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554


ชื่อเกิดวรเวช ดานุวงศ์
ชื่อเล่นแดน
วันเกิด
16 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 (27 ปี)สุพรรณบุรี ประเทศไทย
แนวเพลงป๊อป
อาชีพนักร้อง, นักแสดง
ปีพ.ศ. 2544 - ปัจจุบัน (นักร้อง)
ค่าย
อาร์เอส (พ.ศ. 2544 - 2551)โซนี่ มิวสิค (พ.ศ. 2551 - ปัจจุบัน)
ส่วนเกี่ยวข้อง
ดีทูบี
ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ (บิ๊ก)กวี ตันจรารักษ์ (บีม)

Men Talk ตอนนี้เราได้เชิญชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่ารักครอบครัว รักพ่อแม่มากมาคุยกันครับ ชายหนุ่มที่เริ่มต้นชีวิตในวงการบันเทิงด้วยการเป็นหนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ที่มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วประเทศ มาถึงวันนี้เค้าพิสูจน์ให้เห็นความสามารถอันล้นเหลือในตัวด้วยการเป็นคนแต่งเพลง โปรดิวซ์เอง เป็นผู้กำกับมิวสิควิดีโอเอง เล่นเองด้วย อยากรู้ว่าเขาทำงานมากมายขนาดนั้นเหนื่อยมั้ย แล้วจะทำไปเพื่ออะไร มาฟัง หนุ่มแดน วรเดช ดานุวงศ์ คุยถึงเรื่องราวและชีวิตการทำงานของเขาได้ในรายการ Men
Talk ตอนนี้ครับ




แดนเล่าให้ฟังถึงวิธีการกำกับตัวเองในมิวสิควิดีโอว่า เขาจะกำกับให้ตัวแสดงแทนเล่นให้ดูก่อน เพื่อให้ผู้ช่วยเข้าใจถึงภาพที่อยู่ในหัวของเขา เขาจะกำกับจนพอใจแล้วจึงจะเข้าไปเล่นเองโดยให้ผู้ช่วยเป็นคนกำกับเขาอีกที เล่นเสร็จตอนหนึงก็ออกมาดูทีหนึ่ง ทำให้การทำงานค่อนข้างช้าแต่ว่าก็จะเนี้ยบสมความตั้งใจ ซึ่งการตั้งใจทำงานเป็นอย่างมากนี้เองก็ส่งผลอันน่าภาคภูมิใจให้ตัวเขาและทีมงาน เมื่อมิวสิควิดีโอเพลงที่เขากำกับและเล่นเองได้รับรางวัล